ฉันกำลังขึ้นรถไฟฟ้าจากอนุสาวรีย์ชัยไปแบริ่ง ไกลเหมือนกันนะ
 
สถานีอนุสาวรีย์ก็มีคนนั่งเต็มแล้ว
 
จริงๆ ก็ไม่ได้หวังว่าจะได้นั่งอยู่แล้ว
 
ฉันยืนเกาะเสาร่วมกับคนอีก 3 คน คงจะมีฉันคนเดียวมั้งที่ไม่ได้เล่นโทรศัพท์
 
ฉันสังเกตผู้คนที่อยู่บนรถ กลุ่มนักศึกษา ชาวต่างชาติ คงจะลงที่สยามละมัง
 
พอคนลงที่สยามเลยได้นั่ง
 
ลืมบอกไปว่าฉันจะไปสถานีแบริ่งทำไม
 
ฉันเองก็ตอบไม่ไ่ด้ ฉันมองตัวเองผ่านกระจกสะท้อนด้านหน้า
 
เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง แววตาว่างเปล่า ผมหยักศกที่บอกไม่ได้ว่าสั้นหรือยาว
 
ฉันควรจะรู้สึกยังไงกับผู้หญิงในกระจกดีนะ
 
ไม่รู้อีกแล้ว
 
สรุปว่าฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย
 
 
 
 
ฉันนั่งนานๆ เริ่มเบื่อ
 
เลยหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมาดู มีบัตรประชาชน เงินนิดหน่อย
 
ฉันเก็บเข้ากระเป๋าสะพาย
 
นอกจากนั้นยังมีหนังสือแปลเรื่อง Norwegian wood อยู่ด้วย
 
เลยเปิดอ่านดูเล่นๆ แต่มันเวิ่นเว้อ พอเจอเรื่องที่บรรยายมากๆ ฉันก็รู้สึกปวดหัว
 
นี่ฉันจะพกหนังสือเล่มนี้มาทำไมนะ
 
พอคิดถึงสถานที่ที่ฉันจะไป ก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ เ้ฮ้อ เลิกคิดดีกว่า
 
 
 
นั่งรถไฟนานๆ นี่ก็เพลินดีนะ
 
มองเห็นผู้คนที่ขึ้นมา บ้างก็เบียดกัน บ้างก็สละที่นั่งให้คนอื่น
 
เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ฉันก็มองเค้าเป็นฮีโร่แล้ว
 
ดูไปดูมาก็ถึงสถานีซะที
 
ตามที่ผู้บำบัดบอกให้ลงสะพานลอยฝั่งซ้าย
 
เลี้ยวเข้าซอยแรก ศูนย์บำบัดอยู่ทางซ้ายมือ ฉันเดินเข้าไปไม่ไกลก็ถึง
 
 
 
การมาพบผู้บำบัดครั้งนี้
 
ฉันไม่รู้เลยว่าผู้บำบัดจะใช้วิธีอะไรในการรักษาอาการความจำเสื่อมของฉันได้
 
"สวัสดีครับ ผมเป็นผู้บำบัดของที่นี่"
 
"ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคิดค่าบำบัดเท่าไหร่คะ พอดีว่าฉันมีเงินไม่มากน่ะค่ะ"
 
"ที่นี่เราไม่คิดค่าบำบัดเป็นเงินหรอกครับ" ผู้บำบัดยิ้ม
 
"แล้วคิดเป็นอะไรคะ" ฉันเริ่มกังวล
 
"มันก็แล้วแต่ค่าของความทรงจำที่คุณอยากได้กลับคืนมาน่ะสิ"
 
"งั้น เอาที่สำคัญก่อน ฉันคือใครคะ"
 
"เป็นคำถามที่ดี ถือว่ายากทีเดียว
 
คุณจะต้องไปที่สวนสาธารณะใกล้ๆ นี้ตอนบ่ายสามโมง
 
ให้คุณยืนรออยู่ที่ตู้โทรศัพท์หน้าสวนสาธารณะ แล้วคุณจะรู้เอง"
 
 
 
 
เมื่อเวลาบ่ายสามโมง ฉันมายืนพร้อมอยู่แล้ว
 
ฉันต้องทำอะไร หรือมาเจอใคร ฉันมาที่นี่ทำไมเนี่ย
 
เวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที
 
ฉันก็ได้ยินเสียงรถเบรคอย่างแรง
 
พร้อมเสียงร้องของหมาตัวหนึ่งก่อนที่มันจะนิ่งไป
 
ฉันเห็นชายคนหนึ่งวิ่งตามไป ร้องเรียกชื่อมัน
 
ฉันรีบวิ่งไปช่วยเจ้าหมาน้อยตัวนั้น
 
ฉันจับชีพจร เอาผ้าเช็ดหน้ามาห้ามเลือด ตรวจดูว่ามันขาหักรึเปล่า
 
ชายคนนั้นขอบคุณฉัน "ขอบคุณครับคุณหมอ"
 
พูดยังไม่ทันจบดี ก็พบว่าเจ้าหมาน้อยก็ตายซะแล้ว
 
"ไม่นะ อย่าตายนะ" ฉันอุ้มเจ้าหมาน้อยส่งต่อให้เจ้าของที่กำลังร้องไห้
 
"เสียใจด้วยนะคะ" ฉันเองก็ร้องไห้ไปด้วย
 
ทำไมฉันถึงช่วยมันไว้ไม่ได้นะ
 
ว่าแต่
 
ทำไมเค้าถึงเรียกฉันว่าหมอ
 
และแ